savemoney11

เก็บเงินเท่าไหร่ดี ถึงจะพอใช้ทั้งวันนี้และวันหน้า

หลายคนสงสัยว่า “เก็บเงินเท่าไหร่ดี” ถึงจะเรียกว่าพอเพียง ความจริงแล้วคำตอบไม่ตายตัว เพราะในแต่ละช่วงชีวิต เรามีเป้าหมายทางการเงินที่แตกต่างกัน บางคนอยากมีเงินใช้จ่ายไปวันๆ บางคนอยากเก็บไว้ยามฉุกเฉิน บางคนวางแผนเกษียณอย่างสบาย

ดังนั้นจำนวนเงินออมที่ควร “เก็บเงินเท่าไหร่ดี” จึงขึ้นอยู่กับเป้าหมายและวินัยทางการเงินของแต่ละคนเป็นหลัก วันนี้เรามี 4 เทคนิคง่ายๆ ในการวางแผนการออมอย่างมีประสิทธิภาพ ที่จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ว่าจะตอบคำถาม “เก็บเงินเท่าไหร่ดี” ด้วยตัวเลขเท่าไหร่ก็ตาม

1. จัดสรรเงินออมตามกฎ 50 30 20

หลักการแรกของการหาคำตอบให้กับคำถาม “เก็บเงินเท่าไหร่ดี” คือการจัดสรรสัดส่วนรายได้แต่ละเดือนอย่างเหมาะสม ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมคือ กฎ 50 30 20 ที่ช่วยให้เราสร้างวินัยทางการเงินได้ง่ายขึ้น โดยให้แบ่งเงินเดือนออกเป็น 3 ส่วนดังนี้

  • 50% สำหรับค่าใช้จ่ายคงที่ที่จำเป็น เช่น ค่าเช่า ค่าน้ำค่าไฟ ค่าอาหาร ค่าผ่อนบ้านหรือรถ
  • 30% สำหรับค่าใช้จ่ายยืดหยุ่น ที่เพิ่มคุณภาพชีวิต เช่น ท่องเที่ยว ช้อปปิ้ง พักผ่อนหย่อนใจ
  • 20% สำหรับออมและลงทุน เช่น ฝากประจำ ซื้อประกัน แผนเกษียณ ลงทุนในหุ้นหรือกองทุน

เมื่อเงินเดือนเข้ามา ให้รีบแบ่งออกเป็น 3 ส่วนทันที แล้วพยายามใช้จ่ายให้อยู่ในวงเงินของแต่ละหมวด โดย 50% แรกคือค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่าย มีเหลือเก็บแค่ไหนค่อยไปใช้กับกิจกรรมผ่อนคลาย ส่วนอีก 20% ต้องเก็บเข้ากระปุกออมเงินให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก

2. สร้างกองทุนฉุกเฉินให้พอดีกับไลฟ์สไตล์

เมื่อตอบคำถามเก็บเงินเท่าไหร่ดีด้วยการแบ่งสัดส่วนค่าใช้จ่ายเบื้องต้นแล้ว ต่อมาเราต้องกำหนดเป้าหมายในการออมให้ชัดเจน โดยสิ่งแรกที่ขาดไม่ได้เลยคือ “กองทุนฉุกเฉิน” ซึ่งจะช่วยรับมือกับเหตุไม่คาดฝัน เช่น รถเสีย ตกงาน หรือเจ็บป่วยกะทันหัน การมีเงินสำรองจะทำให้เราไม่ลำบากเมื่อขาดรายได้ชั่วคราว

โดยทั่วไป กองทุนฉุกเฉินที่แนะนำคือ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน ถ้าคุณมีรายจ่ายเดือนละ 30,000 บาท ก็ควรมีเงินออมในกองทุนนี้ประมาณ 90,000-180,000 บาท ซึ่งถือว่าน่าจะเพียงพอที่จะใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขระหว่างหางานใหม่หรือรอหายป่วย

3. ลงทุนเงินส่วนเกินเพื่อให้เงินงอกเงย

นอกจากเงินสำรองยามฉุกเฉินแล้ว การเก็บเงินเท่าไหร่ดี อีกส่วนหนึ่งคือการแบ่งเงินมาลงทุนให้งอกเงยในระยะยาว เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในอนาคต วิธีลงทุนมีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เช่น

  • สำหรับคนไม่ชอบความเสี่ยง การฝากประจำหรือสะสมทรัพย์ในดอกเบี้ยต่ำแต่ให้ผลตอบแทนคงที่ อาจจะเหมาะสมที่สุด
  • หากไม่กลัวความผันผวนปานกลาง ลองซื้อพันธบัตรรัฐบาล หรือลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะยาวดู
  • แต่ถ้าอยากรับความเสี่ยงสูงเพื่อผลตอบแทนมากขึ้น การลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมตราสารทุนเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ

แนวคิดสำคัญคือ ต้องเลือกรูปแบบการลงทุนให้เหมาะกับเป้าหมายและระยะเวลาที่ต้องการใช้เงิน ไม่ควรนำเงินที่จะใช้ในอีก 1-2 ปีไปลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงสูง แต่ถ้าเป็นเงินที่ยังไม่ต้องใช้ในอีกนาน เช่น เงินเก็บไว้เกษียณ การลงทุนในความเสี่ยงสูงจะช่วยให้เงินงอกเงยได้มากขึ้น

4. ปรับเปลี่ยนเป้าหมายการเก็บออมตามช่วงอายุ

สุดท้ายนี้ ต้องไม่ลืมว่าคำตอบของเก็บเงินเท่าไหร่ดี จะเปลี่ยนไปตามช่วงชีวิตและเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ เช่น เพิ่งจบใหม่ ต้องเน้นสร้างวินัยการออม เมื่อแต่งงานมีบุตร ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายสำหรับครอบครัวที่ขยายใหญ่ขึ้น เมื่อใกล้เกษียณ ต้องกันเงินไว้ใช้ยามชรามากขึ้น ดังนั้น เราจึงต้องปรับสัดส่วนการออมและลงทุนให้สอดรับกับเป้าหมายทางการเงินในแต่ละช่วงอายุด้วย โดยอาจใช้เกณฑ์กว้าง ๆ ดังนี้

  • วัยเริ่มทำงาน เน้นออมเงินเพื่อสร้างกองทุนฉุกเฉิน แชร์ค่าเช่าบ้าน ผ่อนรถ และเที่ยวท่องเที่ยว
  • วัยสร้างครอบครัว เพิ่มเงินเก็บสำหรับแต่งงาน ซื้อบ้าน เลี้ยงลูก ทำประกันชีวิต วางแผนการศึกษาบุตร
  • วัยใกล้เกษียณ เร่งออมและลงทุนเงินก้อนสุดท้ายให้มากขึ้น เน้นความมั่นคงระยะยาว เตรียมเงินไว้ใช้หลังเกษียณ

แม้จะไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวว่า “เก็บเงินเท่าไหร่ดี” แต่หากวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ วางเป้าหมายที่ชัดเจน จัดสรรเงินตามหลัก 50 30 20 มีวินัยในการออม กระจายความเสี่ยงในการลงทุน ทบทวนและปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ในแต่ละช่วงชีวิต เชื่อว่าทุกคนจะสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงิน มีเงินพอใช้ทั้งวันนี้และวันหน้า สร้างอนาคตที่มั่นคง และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้อย่างแน่นอนครับ

บทความที่เกี่ยวข้อง

สนใจแบบประกัน
กรุณากรอกข้อมูลสำหรับติดต่อกลับ

ช่วงเวลาที่สะดวกให้ติดต่อกลับ*

เว็บไซต์ประกันสุขภาพ BLA ใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น
อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และนโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)